ความสำคัญของการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน

it_2
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความจำเป็นและเพิ่มความสำคัญเป็นลำดับมากขึ้นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์แม้ว่าการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเอื้ออำนวยในด้านชีวิตความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายและอายุยืนนานขึ้น หากการการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ โดยมิได้พิจารณาอย่างสุขุมรอบคอบและกว้างไกลแล้ว ย่อมเกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อมและสมดุลทางธรรมชาติอย่างมหันต์ เมื่อมองไปข้างหน้า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควรช่วยเตรียมให้มนุษย์มีความพร้อมที่จะเผชิญกับปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต และปัญหาอันเกี่ยวเนื่องกับมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ข้อที่พึงตระหนัก คือ การดำรงชีวิตของมนุษย์มิใช่เพื่อกอบโกยผลประโยชน์จากธรรมชาติ หรือการทำตนอยู่เหนือธรรมชาติ หากแต่มนุษย์ต้องเรียนรู้ธรรมชาติที่จะดำรงชีวิตอย่างสันติร่วมกับผู้อื่น กับสังคมวัฒนธรรม และกับธรรมชาติ

ดังนั้นในชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกคน จะต้องเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา เกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการทางด้านความรู้ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ ด้าน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้บุคคลในสังคม รู้จักวิธีการคิดอย่างมีเหตุผล มีวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่มีระบบ อันจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาด้านสติปัญญาซึ่งวิธีการคิดนั้นเป็นวิธีเดียวกันกับที่ใช้อยู่ในกระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์

ขณะนี้เราอยู่ในยุคที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเจริญสูงสุด ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับตัวเรานั้นเป็นผลมาจากการพัฒนาของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามอิทธิพลของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีส่วนใหญ่ที่มีต่อเศรษฐกิจ และการเสาะแสวงหาความรู้นั้นยังไม่เป็นที่เด่นชัดสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับข้อมูลผิดพลาดเกี่ยวกับความหมาย และอิทธิพลของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มีต่อ วัตถุ สังคม และชีวิตความเป็นอยู่ ดังนั้นการให้ความรู้หรือการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ จะเป็นการเตรียมคนเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในอนาคต และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ จะยิ่งเกิดขึ้นมากเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันวิทยาศาสตร์ก็จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับสังคมมากขึ้น จึงเป็นสิ่งที่แน่นอนว่าความสำคัญของวิชาวิทยาศาสตร์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการให้การศึกษาพื้นฐานทั่วไป  จะมีมากขึ้นจะเห็นได้ว่าทุกคนจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งระดับของการศึกษาของแต่ละคนนั้นย่อมขึ้นอยู่กับเป้าหมายและความสนใจของแต่ละบุคคล

บทบาทความสำคัญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

7

ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำชีวิตเป็นอันมาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี เทคโนโลยีทำให้การสร้างที่พักอาศัยมีคุณภาพมาตรฐาน สามารถผลิตสินค้าและให้บริการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากขึ้น เทคโนโลยีทำให้ระบบการผลิตสามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมากมีราคาถูกลง สินค้าได้คุณภาพ เทคโนโลยีทำให้มีการติดต่อสื่อสารกันได้สะดวก การเดินทางเชื่อมโยงถึงกันทำให้ประชากรในโลกติดต่อรับฟังข่าวสารกันได้ตลอดเวลา

พัฒนาการของเทคโนโลยีทำให้ชีวิตความเป็นอยู่เปลี่ยนไปมาก ลองย้อนไปในอดีตโลกมีกำเนินมาประมาณ 4600 ล้านปี เชื่อกันว่าพัฒนาการตามธรรมชาติทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตถือกำเนินบนโลกประมาณ 500 ล้านปีที่แล้ว ยุคไดโนเสาร์มีอายุอยู่ในช่วง 200 ล้านปี สิ่งมีชีวิตที่เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ ค่อย ๆ พัฒนามา คาดคะเนว่าเมื่อห้าแสนปีที่แล้วมนุษย์สามารถส่งสัญญาณท่าทางสื่อสารระหว่างกันและพัฒนามาเป็นภาษา มนุษย์สามารถสร้างตัวหนังสือ และจารึกไว้ตามผนึกถ้ำ เมื่อประมาณ 5000 ปีที่แล้ว กล่าวได้ว่ามนุษย์ต้องใช้เวลานานพอสมควรในการพัฒนาตัวหนังสือที่ใช้แทนภาษาพูด และจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า มนุษย์สามารถจัดพิมพ์หนังสือได้เมื่อประมาณ 5000 ปีที่แล้ว กล่าวได้ว่าฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า มนุษย์สามารถจัดพิมพ์หนังสือได้เมื่อประมาณ 500 ถึง 800 ปีที่แล้ว

เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทำให้การสื่อสารด้วยข้อความและภาษาเพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพัฒนามาจนถึงการสื่อสารกัน โดยส่งข้อความเป็นเสียงทางสายโทรศัพท์ได้ประมาณร้อยกว่าปีที่แล้ว และเมื่อประมาณห้าสิบปีที่แล้ว ก็มีการส่งภาพโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ทำให้มีการใช้สารสนเทศในรูปแบบข่าวสารมากขึ้น ในปัจจุบันมีสถานที่วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ แ ละสื่อต่าง ๆ ที่ใช้ในการกระจ่ายข่าวสาร มีการแพร่ภาพทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อรายงานเหตุการณ์สด เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก บทบาทของการพัฒนาเทคโนโลยีรวดเร็วขึ้นเมื่อมีการพัฒนาอุปกรณ์ทางด้านคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ จะเห็นได้ว่าในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมาจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งมีคอมพิวเตอร์เข้าไปเกี่ยวข้องให้เห็นอยู่ตลอดเวลา

เทคโนโลยีการคลายร้อน

ประเทศไทยของเราถือว่าเป็นประเทศที่อยู่ในเขตโซนที่มีอากาศจัดได้ว่าร้อนพอสมควร และยิ่งในช่วงหน้าร้อนนี้ก็ยิ่งร้อนมากขึ้นไปอีกชนิดที่ว่าเปิดแอร์ยังเอาไม่อยู่สำหรับวิธีการคลายร้อนนั้นก็จะมีวิธีต่างๆสารพัด ไม่ว่าจะเป็นการทาแป้งเย็น เปิดพัดลม เปิดแอร์ อาบน้ำ กินน้ำเย็น หรือแม้กระทั่งใส่เสื้อผ้าบางๆ สั้นๆ และการทานผลไม้ก็อาจจะช่วยดับร้อนได้เหมือนกันเช่น แตงโม อันนี้คือการคลายร้อนของคน สัตว์เองก็มีการคลายร้อนเช่นกัน คือ

ในยามร้อนๆของควาย ควายจะมีต่อมเหงื่อน้อยกว่าเพื่อนในระนาบเดียวกันก็คือวัวนั้นเอง ควายจึงต้องลงไปแช่ปลักโคลน เพื่อเป็นการคลายร้อน และทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นไม่ถูกแดดเผา และเป็นการรักษาอุณหภูมิในร่างกาย ยังไม่พอ เมื่อขึ้นมาแล้วดินแห้งพอกหนังป้องกันแมลงหรือริ้นไรดูดเลือดได้ แต่มนุษย์กลับไม่เข้าใจ โดยเฉพาะคนไทยมักนำไปใช้กับคำพูดดูถูกที่ว่า “ควายจมปลัก” ซึ่งเป็นคำพูดในเชิงลบ ในขณะที่ช้างจะมีวิธีการดับและคลายความร้อนโดยการพ่นน้ำด้วยความดันสูง ซึ่งช้างจะแสดงภูมิปัญญาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เราได้รับชมความน่ารัก ด้วยการฉีดน้ำเล่นให้เปียกทั้งตัวได้โดยใช้งวงของมันเองซึ่งไม่ต้องพึ่งวัสดุหรืออุปกรณ์ของมนุษย์ใดๆ

ส่วนอีกหนึ่งวิธีการดับร้อนทีน่าสนใจก็คือ ประเพณีสงกรานต์ ที่ใช้สัญลักษณ์ ในการใช้น้ำเป็นตัวแทนรวมทั้งแป้งหรือดินสอพองในการละเล่นด้วย ในช่วงวันสงกรานต์นี้เองนอกจากจะเป็นการคลายร้อนแล้วยังถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยแต่โบราณเป็นช่วงเทศกาลที่สินค้าและบริการจะความพิเศษมากมายอีกด้วย จะเห็นได้จากทุกๆธุรกิจจะทำการจัดโปรโมชั่นต่างๆเพื่อจูงใจผู้ซื้ออีกทั้งผู้ซื้อสินค้าและบริการเองก็ได้ประโยชน์มากขึ้นด้วย

ดินสอพองเองก็ถือว่าเป็นสมุนไพรยาเย็น ใช้แก้พิษร้อน กับร่างกาย แก้ผดผื่นและคัน ที่พิเศษคือเป็นยาห้ามเหงื่อ นอกจากไม่ทำให้ร่างกายเหนียวเหนอะจากอากาศร้อนแล้วยังทำให้ร่างกายเย็นสบาย อีกทั้งการใช้ดินสอพองประหน้า สามารถป้องกันแดด ด้วยฤทธิ์คล้าย ยากันแดดชนิดกายภาพ และสิ่งต่างๆที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิธีการคลายความร้อนต่างๆ ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะมีอีกมากมายหลากหลายเทคนิคที่พูดวันนี้ทั้งวันก็คงอาจจะไม่จบ

การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรักษาสภาพแวดล้อม

                ในสภาวะที่ราคาน้ำมันมีราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ผู้ผลิตในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ ต่างพากันคิดค้น เทคโนโลยีประหยัดพลังงานขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค นอกจากนี้รัฐบาลได้กำหนดโครงการรถ Eco car โดยได้กำหนดคุณสมบัติ ที่นอกจาจะช่วยเรื่องประหยัดน้ำมันแล้ว ยังช่วยเรื่องการลดมลพิษในอากาศได้ในระดับหนึ่ง

รถยนต์ประหยัดพลังงานตามมาตรฐานสากล สามารถตอบโจทย์ด้านประหยัดน้ำมันได้เป็นอย่างดี รักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ประเทศไทยยังเป็นที่แรกในโลก ที่ปลุกกระแสการใช้รถประหยัดพลังงาน Eco car เป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่คล่องตัว ที่มีความเหมาะสมสำหรับลักษณะการใช้ชีวิตในเมือง โดยเป็นรถยนต์ที่ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีความปลอดภัยสูง

ทั้งนี้โครงการรถ Eco car ถือกำเนิดให้คนใช้รถ มีทางเลือกมากขึ้น และหลายประเทศทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ พร้อมทั้งร่วมกันสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมรถและชิ้นส่วนยานยนต์ในเมืองไทย ให้เป็นผู้ผลิตรถรูปแบบใหม่ เพื่อแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน  หากเรามองกลุ่มเป้าหมายของรถประเภทนี้ มักจะเหมาะกับกลุ่มคนที่เพิ่งทำงาน โสด หรือครอบครัวเล็ก ด้วยความเล็กของรถ ไม่เหมาะที่จะโดยสารหลายคน  เพราะมันจะดูคับแคบอึดอัดจนเกินไป แต่ถึงจะดูคับแคบไปสักหน่อย รถประเภทนี้ก็มีจุดเด่นในขนาดที่เล็ก และประหยัดพลังงาน ราคายังสบายกระเป๋าอีกด้วย

จากที่กล่าวมาเราจะเห็นได้ว่า สถานการณ์พลังงานที่เปลี่ยนแปลง ได้ก่อให้เกิดการแสวงหาทางเลือกใหม่ๆให้กับผู้บริโภค ให้เปลี่ยนไปทางที่ประหยัดรอบคอบในการตัดสินใจซื้อ นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆขึ้นเพื่อรองรับความต้องการ

สุดท้ายนี้ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นโยบายของรถ Eco car จึงมีความน่าสนใจ ที่รัฐควรให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะมีนโยบายของรถออกมาแล้ว ยังต้องแก้ปัญหาระบบการจราจร ปัญหามลพิษ ผลบกระทบจากราคาน้ำมัน ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างจิตสำนึกความพอเพียงให้กับคนในเมือง เปิดโอกาสและสร้างทางเลือกใหม่ๆ ให้กับทั้งผู้บริโภคและผู้ลงทุน และไม่เพียงแต่รัฐบาลเท่านั้น ประชาชนเองก็ต้องช่วยกันลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น ที่ได้ละเลยมองข้ามไป เพื่อส่งเสริมให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาประเทศ

การใช้และการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการผลิตสินค้าและบริการ

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นปัจจัยที่สำคัญในขบวนการผลิต โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งมีทรัพยากรจำกัดประกอบกับทรัพยากรธรรมชาติที่มีเคยอยู่ได้เสื่อมโทรมลงมาก ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องเร่งรัดให้มีการพัฒนาและนำเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้ได้ผลต่อการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร อุตสาหกรรม และการพลังงานมากขึ้น

ตลอดระยะเวลาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ผ่านมา การนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนายังอยู่ในวงจำกัดและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ โดยเฉพาะประชาชนในชนบทยังไม่สามารถรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมได้อย่างทั่วถึง ส่วนในภาคอุตสาหกรรมและภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ผู้ประกอบการยังไม่ตระหนักถึงการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเท่าที่ควร เทคโนโลยีที่ใช้ส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศโดยมิได้มีการกลั่นกรองให้เหมาะสมกับสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของไทย จากสถานภาพของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่กล่าวมาแล้วจะเห็นถึงประเด็นปัญหาหลักของการใช้และพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดังต่อไปนี้

การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยังมีค่อนข้างจำกัด เช่น ในสาขาอุตสาหกรรม เทคโนโลยีที่ใช้ส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศและมันไม่ใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้เนื่องจากเป็นความลับทางการค้าจำเป็นต้องมีการปกปิดเพื่อป้องกันมิให้ประเทศผู้นำเข้ามีความสามารถที่จะมาแข่งขันได้ นอกจากนั้นการนำเข้ามิได้มีการกลั่นกรองเท่าที่ควรมีเงื่อนไขผูกมัดหลายอย่างและมีราคาแพงทำให้เสียเปรียบเชิงเศรษฐกิจ เช่น ห้ามมิให้ส่งออก หรือจำกัดตลาดที่จะส่งออก ฯลฯ และไม่ได้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงเท่าที่ควร ความเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้าซึ่งได้รับความคุ้มครองค่อนข้างสูง ทำให้ผู้ผลิตไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อช่วยในการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ไม่สนใจที่จะดัดแปลงหรือปรับปรุงเทคโนโลยีนำเข้าให้เหมาะสมกับภาวะของประเทศ เช่น ใช้แรงงานแทนทุนได้มากขึ้น ใช้วัตถุดิบและสิ่งสำเร็จรูปภายในประเทศได้ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลงและสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ดี

ส่วนในสาขาเกษตรนั้น ประชาชนในชนบทยังขาดความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การกระจายและเผยแพร่เทคโนโลยีสู่ชนบทมีขีดจำกัด เทคโนโลยีที่ใช้ไม่เหมาะสมกับสภาวะท้องถิ่น ประกอบกับส่วนใหญ่มีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างยากจน ทำให้ไม่สามารถรับและนำเทคโนโลยีไปใช้ในการเกษตรได้เท่าที่ควร

การดัดแปลงหรือปรับปรุงเทคโนโลยีนำเข้าและการพัฒนาเทคโนโลยีภายในเป็นไปโดยเชื่องช้า สาเหตุเพราะพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศยังไม่เข้มแข็งและขาดทิศทางการดำเนินงานที่ถูกต้อง กำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีจำนวนจำกัด และคุณภาพไม่เพียงพอที่จะปฏิบัติงานด้านนี้ได้เท่าที่ควร การวิจัยและพัฒนายังมีน้อยและไม่ตรงกับความต้องการ ผลการวิจัยไม่ถึงขั้นที่จะใช้ประโยชน์ทางปฏิบัติได้จริงจังและขาดการบริการสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอื่นๆ รวมทั้งองค์กรที่จำเป็นและที่สำคัญก็คือขาดนโยบายที่ชัดเจนในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะประสานกิจกรรมต่างๆ ได้